11/22/2550

นกแต้วแล้วท้องดำ นกน้อยในโลกที่แสนกว้างใหญ่


นกแต้วแล้วท้องดำ Gurney’s Pitta ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pitta gurneyi

ลักษณะทั่วไป ลักษณะสีสันของเพศผู้และเพศเมียจะแตกต่างกัน โดยนกแต้วแล้วเพศผู้ บริเวณหัวและท้ายทอยจะมีสีน้ำเงินแกมฟ้าสดใส ตัดกับใบหน้าและหน้าผาก ซึ่งมีสีดำสนิทคอสีขาวครีม อกส่วนบนเป็นแถบสีเหลืองสด อกส่วนล่างจะมีสีดำเป็นมัน ท้องและก้นสีดำ ด้านข้างลำตัวเป็นสีเหลือง และมีลายสีดำสั้น ๆ คาดเป็นบั้ง ๆ ตลอดแนว ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง ปีกเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าลำตัวเล็กน้อย หางและขนคลุมทางด้านบนเป็นสีฟ้าอมเขียว ราวกับสีของเครื่องประดับประเภทหยก กลางหางเป็นสีดำเรียบ ๆ ขาเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ปากเป็นสีดำ ส่วนนกแต้วแล้วเพศเมีย ลักษณะเด่นก็คือ หัวและท้ายทอยสีน้ำตาลเหลือง บริเวณหัว ตา หลังตา และขนคลุมหูสีดำ คอสีเหลืองครีม บริเวณส่วนล่างของลำตัวมีสีขาวอมเหลืองและมีลายสีดำสั้น ๆ คาดตามขวางของลำตัว ส่วนหางและด้านบนของลำตัว ปีก รวมทั้งส่วนอื่น ๆ คล้ายเพศผู้ แต่เพศเมียจะมีขนาดย่อมกว่าเพศผู้เล็กน้อย โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำมีขนาดความยาวประมาณ 22 เซนติเมตร เป็นนกที่มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนป้อม หัวโต ขาแข็งแรง หางสั้น เวลาหากินชอบกระโดดอยู่ตามพื้นป่า และส่งเสียงร้องไปด้วย

ถิ่นอาศัย, อาหาร นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกที่มีเขตการกระจายพันธุ์ค่อนข้างจำกัด อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 7-12 เหนือ พบได้ทางตอนใต้สุดของพม่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี ในประเทศไทยเคยพบตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงจังหวัด ตรัง ชื่อเรียกพื้นบ้านของนกแต้วแล้วมีต่าง ๆ กัน ตามท้องถิ่น ได้แก่ นกแต้วแล้ว นกเต้าเล้า นกเต้นตามกวาง นกกระเต้น ( ปักษ์ใต้) หรือนกกอหล๋อ นกเต้นหัวแพร อาหารของนกแต้วแล้วท้องดำ ได้แก่ ไส้เดือน ตัวอ่อนของแมลง แมลงต่าง ๆ หอยทาก กบ ปลวก เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ นกแต้วแล้วท้องดำ ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่นในระดับพื้นราบ ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่รวมกลุ่ม เดิน และชอบกระโดดหากินอยู่บนพื้นดิน บางครั้งเกาะตามกิ่งของไม้พุ่มหรือตามขอนไม้ เมื่อมีสิ่งรบกวนจะกระโดดเข้าไปหลบซ่อนตามพุ่มไม้ หรือบินหนี ในระยะที่ไม่ไกลและไม่สูงมากนัก นกแต้วแล้วท้องดำวางไข่ครั้งละประมาณ 3 – 4 ฟอง ไข่มีลักษณะสีขาวนวล แต้มด้วยจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำจะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ระยะเวลาของการกกไข่ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ระหว่าง 10 - 14 วัน โดยทั้งพ่อแม่ช่วยกันกกไข่ เ มื่อไข่ฟักออกเป็นตัว พ่อแม่นกจะทำลายเปลือกไข่โดยกินเสียทั้งหมด เพื่อเป็นการอำพรางศัตรู เพียงหนึ่งสัปดาห์ลูกนกเริ่มมีขนเป็นเส้นกลม ๆ สีเทาดำอยู่ทั่วตัว เมื่ออายุได้ 14 วัน ขนจะขึ้นเต็มตัว จากการศึกษาพบว่าลูกนกจะออกจากรังเมื่ออายุประมาณ 15 - 16 วัน

สถานภาพปัจจุบัน เป็นนกประจำถิ่นที่หาได้ยาก และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในปัจจุบันมีรายงานการพบบ้างทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ที่พบนกแต้วแล้วท้องดำ และมีการจับคู่ทำรัง แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 จัดให้นกแต้วแล้วท้องดำ เป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด

น้ำตกร้อน สปาธรรมชาติ ไม่ต้องไปแช่น้ำร้อนที่ญี่ปุ่น บ้านเราก็มี


น้ำตกร้อน ตั้งอยู่บริเวณบ้านบางคราม-บ้านบางเตียว อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกระบี่ตามถนนเพชรเกษม (กระบี่-ตรัง) ประมาณ ๔๕ กิโลเมตร จากนั้นแยกเข้าถนนสุขาภิบาล ๒ ตรงที่ว่าการอำเภอคลองท่อมไปอีก ๑๒ กิโลเมตร เป็นน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งในบรรดาน้ำพุร้อนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้น้ำจะไม่ร้อนมาก มีอุณหภูมิประมาณ ๔๐-๕๐ องศาเซลเซียส เป็นน้ำร้อนที่ซึมขึ้นมาจากผิวดินซึ่งมีป่าละเมาะปกคลุมร่มรื่น สายน้ำไหลไปรวมกันตามความลาดเอียงของพื้นที่ บางช่วงมีควันกรุ่นและคราบหินปูนธรรมชาติพอกอยู่เป็นชั้นหนาทำให้เกิดทัศนียภาพสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะบริเวณที่ธารน้ำร้อนไหลลงสู่คลองท่อมลดระดับเกิดเป็นลักษณะคล้ายชั้นน้ำตกเล็ก ๆ

แนะนำ การแช่ตัวในบ่อน้ำตกร้อน จะทำให้รู้สึกเพลีย และง่วงนอนมากครับ ใครไปแช่แล้วแนะนำให้กลับมา นอนพักผ่อนตากแอร์ในที่พัก แล้วนอนสักครู่จะเป็นการผ่อนคลายร่างกายที่ดีมากครับ


การเดินทาง จากกระบี่ถึง อ.คลองท่อม เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 4038 แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนรพช. และตามป้ายบอกทางไปจะพบน้ำตกร้อน และสระมรกต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคใต้ เขต 4 โทร. 0-7621-1036, 07621-2213, 0-7621-7138

สระมรกต ปริศนาป่าฝน


สระมรกต กำเนิดมาจากธารน้ำอุ่น ในผืนป่าที่ราบต่ำภาคใต้ เป็นน้ำพุร้อนลักษณะเป็นสระน้ำร้อน ๓ สระ น้ำใสเป็นสีเขียวมรกต มีอุณหภูมิประมาณ ๓๐-๕๐ องศาเซลเซียส รอบๆ บริเวณเป็นป่าร่มรื่นเขียวครึ้มมีพรรณไม้ที่น่าสนใจ รวมทั้งนกที่หาดูได้ยากเช่น นกแต้วแร้วท้องดำ นกกระเต็นสร้อยคำสีน้ำตาล และนกเงือกดำ โดยมีมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) ซึ่งตั้งชื่อตามคุณทีนา โจลิฟฟ์ ชาวอังกฤษ ผู้ริเริ่มความคิดที่จะรักษาอนุรักษ์ป่าดิบชื้นผืนนี้ไว้ไม่ให้ถูกทำลาย เพื่อเป็นการระลึกถึงความตั้งใจและเป็นอนุสรณ์สำหรับคุณทีนา จึงตั้งชื่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) เส้นทางเดินศึกษานี้มีระยะทาง ๒.๗ กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายที่จะคอยบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในป่าให้นักเดินทางได้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ก่อนถึงสระมรกตของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ประมาณ ๘๐๐ เมตร เส้นทางจะผ่านผืนป่าเล็ก ๆ ซึ่งเป็นป่าที่ราบต่ำที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยทางภาคใต้ของประเทศไทย เส้นทางนี้จะแสดงลักษณะของป่าดิบชื้นที่ราบต่ำอย่างแท้จริง ภายหลังได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามขึ้น

การเดินทาง จากกระบี่ถึง อ.คลองท่อม เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 4038 แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนรพช. และตามป้ายบอกทางไปจะพบน้ำตกร้อน และสระมรกต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคใต้ เขต 4 โทร. 0-7621-1036, 07621-2213, 0-7621-7138

11/21/2550

เส้นทางสายธารมรกต ปริศนาป่าฝนเมืองใต้


“ใครเลยจะรู้ กลางผืนป่าดิบเหล่านั้น มีสายธารมรกตมหัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่”
ลึกเข้าไปกลางป่าดิบแห่งเมืองกระบี่ ที่นี่คือดินแดนปริศนากลางป่าฝน เชื่อหรือไม่ว่า สายธารในป่าทั่วเมืองกระบี่ แม้อยู่ต่างที่ทาง ห่างไกลกัน กลับมีสีเขียวใสราวผืนน้ำแห่งมรกตทั้งสิ้น ด้วยภูมิประเทศของเมืองนี้มีเขาหินปูน ก่อเกิดสารคาร์บอเนตและแร่กำมะถัน ส่งผลให้แหล่งน้ำในเมืองนี้ล้วนมีสีเขียว ไม่ว่าจะสระมรกตในป่าทุ่งเตียว น้ำตกร้อน สปากลางผืนป่าในธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทย คลองสองน้ำ รวมถึง ธารโบกขรณี สระโบกขรณีสีมรกตกลางป่า กระบี่จึงนับเป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ ที่คนไทยไม่น่าพลาดการมาเยือน